ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และบทบาทของการประกันภัยที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม
บทเรียนจาก “ซานติก้า - เมาน์เทน บี - โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”

เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับ ซานติก้าผับ (2552), เมาน์เทน บี ผับ (2565) และล่าสุด โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว (2569) ได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของสังคม แม้รายละเอียดและสาเหตุของแต่ละเหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือการถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการ
กรณีซานติก้าผับ มีการตรวจพบประเด็นเกี่ยวกับวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย ระบบทางหนีไฟที่ไม่เหมาะสม และข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยของอาคาร ขณะที่กรณีเมาน์เทน บี ผับ พบการใช้วัสดุซับเสียงที่ติดไฟง่าย ทางออกฉุกเฉินไม่เพียงพอ รวมถึงข้อบกพร่องในการดำเนินกิจการตามข้อกำหนดด้านกฎหมาย ส่วนเหตุการณ์โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุอย่างละเอียด โดยมีการตรวจสอบทั้งระบบไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร ระบบเตือนภัย และมาตรฐานทางหนีไฟภายในสถานประกอบการ
เหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะโศกนาฏกรรม แต่ควรถูกนำมาศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างด้าน Risk Management (การบริหารความเสี่ยง) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต
บทบาทของการประกันภัยในการบริหารความเสี่ยง
เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าความสูญเสียสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงเบียร์ โรงแรม สถานบันเทิง หรือสถานประกอบการที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าใช้บริการ
หลายคนมักเข้าใจว่า “ประกันภัย” มีหน้าที่เพียงจ่ายค่าสินไหมเมื่อเกิดเหตุแล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การประกันภัยที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นตั้งแต่
1. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
2. การป้องกันความสูญเสีย (Loss Prevention)
3. การวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Response)
4. การฟื้นฟูธุรกิจหลังเกิดเหตุ (Business Recovery)
โดยมี นายหน้าประกันภัย (Insurance Broker) เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและออกแบบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ

บทบาทของนายหน้าประกันภัย (Insurance Broker)
ปัจจุบัน นายหน้าประกันภัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดหากรมธรรม์ แต่ทำหน้าที่เป็น"Risk Advisor" หรือที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง ให้กับองค์กรในทุกช่วงของวงจรความเสี่ยง
ก่อนเกิดเหตุ
• วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของธุรกิจ • แนะนำแนวทางป้องกันและลดความสูญเสีย • ประสานงานทำ Risk Survey • เสนอแนวทาง Risk Improvement และ Loss Prevention • ออกแบบโปรแกรมประกันภัยให้เหมาะสมกับธุรกิจ • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับทุนประกัน วงเงินคุ้มครอง และข้อยกเว้นต่าง ๆเมื่อเกิดเหตุ
• ให้คำแนะนำในการแจ้งเหตุอย่างถูกต้อง และลดความเสียหายเพิ่มเติม • ประสานงานกับบริษัทประกันภัย ผู้สำรวจภัย และผู้เกี่ยวข้อง • ช่วยรวบรวมเอกสารประกอบการเรียกร้องค่าสินไหม • ติดตามการพิจารณาสินไหมจากบริษัทประกันภัย • ช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมหลังเกิดเหตุ
• วิเคราะห์สาเหตุและบทเรียนที่ได้รับ • ทบทวนความเพียงพอของความคุ้มครอง ทุนประกันภัย ทรัพย์สินที่นำมาทำประกันภัย • เสนอแนวทางปรับปรุงมาตรการบริหารความเสี่ยง • ปรับปรุงโปรแกรมประกันภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงในอนาคต

ข้อความสำคัญ
โศกนาฏกรรมจาก ซานติก้าผับ เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สะท้อนให้เห็นว่าความเสียหายครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดจากอัคคีภัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานของปัจจัยด้านความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง การปฏิบัติตามกฎหมาย และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน การทำประกันภัยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ขณะที่การป้องกันเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่สามารถรองรับความสูญเสียทางการเงินที่รุนแรงได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ดังนั้นผู้ประกอบการหรือองค์กรที่มีความยั่งยืนต้องบริหารทั้ง "การป้องกันความเสี่ยง" และ "การโอนความเสี่ยงผ่านประกันภัย" ควบคู่กันไป โดยมีนายหน้าประกันภัยมืออาชีพเป็นพันธมิตรในการวิเคราะห์ ออกแบบ และดูแลความเสี่ยงอย่างครบวงจร เพราะธุรกิจที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่เคยเกิดวิกฤต แต่คือธุรกิจที่เตรียมพร้อมรับมือ ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และสามารถดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้อย่างเหมาะสมเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น.