เมื่อความท้าทายด้านสุขภาพในเอเชีย กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านสวัสดิการของนายจ้าง
ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น และความต้องการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการด้านสุขภาพของนายจ้างทั่วเอเชีย
จากรายงาน Howden’s Asia Employee Health Infographic & Insights 2026 เอเชียมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล (Medical Trend) สูงที่สุดในโลก ขณะที่นายจ้างมองว่า สุขภาพจิตเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดในปี 2026
ในขณะเดียวกัน พนักงานให้ความคาดหวังกับนายจ้างมากขึ้นในการสนับสนุนด้านสุขภาพและสวัสดิการที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ส่งผลให้การดูแลสุขภาพของพนักงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “บุคลากร” แต่ยังกลายเป็นประเด็นสำคัญในเชิงธุรกิจอีกด้วย
แนวโน้มเหล่านี้กำลังผลักดันให้องค์กรก้าวข้ามการมุ่งเน้นเพียงแค่ การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และหันมาสร้างสมดุลระหว่างการบริหารต้นทุน กับการวางกลยุทธ์ด้านสุขภาพที่ เชิงรุก ยั่งยืน และเน้นการป้องกัน มากยิ่งขึ้น

ต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นและความต้องการด้านสุขภาพจิตไม่ได้เป็นปัญหาที่แยกจากกันอีกต่อไป นายจ้างจึงจำเป็นต้องเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเด็น เพื่อพัฒนากลยุทธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนสำหรับองค์กรและพนักงาน
Understand what's driving Asia's rising medical costs
เอเชียคาดว่าจะมี Medical Trend อยู่ที่ 11.4% ในปี 2026 (หลังหักผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป) ซึ่งถือเป็นอัตราที่ สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาคทั่วโลก และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้บริการด้านสุขภาพที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังและโรคร้ายแรงที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการเข้าถึงและการนำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูงมาใช้มากขึ้น โดย โรคมะเร็งและโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรุนแรงของการเคลมและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการใช้ชีวิตยังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในเอเชีย โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยในประเทศต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์และไทย ควบคู่กับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยผลักดันความต้องการใช้บริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้บริบทดังกล่าว นายจ้างมากกว่าครึ่ง (51%) คาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026
ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่เพียงความผันผวนในระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่นายจ้างจำเป็นต้องวางแผนและเตรียมรับมืออย่างจริงจัง
บริหารต้นทุนสุขภาพ พร้อมตอบโจทย์ความคาดหวังของพนักงานที่เพิ่มขึ้น
เมื่อค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายจ้างกำลังทบทวนแนวทางการจัดสรรงบประมาณและการให้บริการด้านสวัสดิการสุขภาพแก่พนักงาน โดยในเอเชีย ไม่มีแนวทางใดที่สามารถใช้ได้กับทุกองค์กร กลยุทธ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละประเทศและแต่ละตลาดจึงยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากระบบสาธารณสุข ความต้องการของพนักงาน และสภาวะตลาดในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
รายงานพบว่า นายจ้างครึ่งหนึ่ง (50%) มีการเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พนักงานต้องร่วมรับผิดชอบในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ดังนั้น นายจ้างจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการ เพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพของสวัสดิการด้านสุขภาพให้กับพนักงาน ขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากคาดว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลทั่วเอเชียจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายจ้างจึงเริ่มปรับแนวทางการบริหารสวัสดิการ โดย เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่พนักงานร่วมรับผิดชอบ ขยายทางเลือกของสวัสดิการที่มีความยืดหยุ่น และให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและสุขภาวะของพนักงานมากขึ้น จากข้อมูลและการเปรียบเทียบแนวโน้มในระดับภูมิภาค เราพบว่าองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการทำความเข้าใจว่า อะไรคือปัจจัยที่ผลักดันค่าใช้จ่ายและการเคลม รวมถึงการทบทวนโครงสร้างสวัสดิการให้เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ สวัสดิการด้านสุขภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การบริหารบุคลากรขององค์กร
มองสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นส่วนสำคัญของคุณค่าที่องค์กรส่งมอบให้พนักงาน
พนักงานทั่วเอเชียยังคง พึ่งพาสวัสดิการด้านสุขภาพที่นายจ้างจัดให้เป็นอย่างมากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล
มากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงาน (54%) ใช้ประกันสุขภาพที่นายจ้างจัดให้เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่มีความรุนแรงหรือสำคัญที่สุดของตนเองทั้งหมดในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน พนักงานในเอเชียมีสัดส่วนที่พึ่งพา บริการรักษาพยาบาลเอกชนเพียงอย่างเดียว น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความแตกต่างด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพในแต่ละประเทศของภูมิภาคเอเชีย


ผลการศึกษาของเราพบว่า พนักงานในเอเชียพึ่งพาสวัสดิการด้านสุขภาพที่นายจ้างจัดให้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พนักงานจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ทั้งจากค่าใช้จ่ายและระยะเวลารอรับบริการ โดยเฉพาะในด้าน สุขภาพจิต นอกจากนี้ 70% ของพนักงานระบุว่า มีแนวโน้มที่จะทำงานกับนายจ้างต่อไปเป็นระยะเวลานานขึ้น หากองค์กรมีสวัสดิการด้านสุขภาพที่ดี สะท้อนให้องค์กรเห็นถึงความสำคัญของทั้ง รูปแบบการออกแบบสวัสดิการและการสื่อสารสิทธิประโยชน์ให้พนักงานเข้าใจและเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า นายจ้างมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้พนักงานส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้
ยกระดับสุขภาพจิตให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ
นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น นายจ้างยังมองว่าสุขภาพจิตเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญที่สุดที่องค์กรกำลังเผชิญในปี 2026
หากองค์กรต้องการสร้าง ระบบนิเวศด้านสุขภาวะ (Wellbeing Ecosystem) ที่พร้อมรับมือกับอนาคต การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนจาก “การเป็นเจ้าของสวัสดิการด้านสุขภาวะ” (Wellbeing Benefits Ownership) ไปสู่ “การกำกับดูแลด้านสุขภาวะ” (Wellbeing Governance)ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับ สุขภาพจิตในระดับเดียวกับความปลอดภัยทางกายภาพหรือการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน โดยดำเนินการผ่านแนวทางดังต่อไปนี้:
- บูรณาการความเสี่ยงด้านจิตสังคม (Psychosocial Risk) เข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร
- กำหนดให้ผู้นำองค์กรมีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ไม่ใช่เพียงการให้ความสำคัญกับคะแนนความผูกพันของพนักงาน (Engagement Scores)
- สร้างระบบกำกับดูแลทางการแพทย์ การประกันคุณภาพ และการใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการดูแลสุขภาพจิตเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีมาตรฐาน
- ออกแบบระบบนิเวศด้านสุขภาวะที่เชื่อมโยงและครอบคลุม แทนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมด้านสุขภาวะแบบแยกส่วนออกจากกัน
สุขภาพจิตยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของแผนสวัสดิการด้านสุขภาพ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา 38% ของพนักงานเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต โดยส่วนใหญ่ได้รับการดูแลผ่านการใช้ยาและการบำบัดแบบกลุ่ม
ความต้องการด้านสุขภาพจิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ผ่านพ้นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว โดยมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมในการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ ผลกระทบที่พบได้บ่อยในสถานที่ทำงาน ได้แก่ การลาหยุดงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต (43%) ภาวะหมดไฟและปัญหาด้านสุขภาวะ (40%) และการร้องขอให้มีความยืดหยุ่นในการทำงานหรือการลาเพิ่มขึ้น (37%)
ดร. Suva กล่าวว่า:
“ปัจจุบันสุขภาพจิตกลายเป็นองค์ประกอบที่พนักงานคาดหวังว่าจะได้รับจากสวัสดิการด้านสุขภาพขององค์กร การให้การสนับสนุนพนักงานตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาวะของพนักงานและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว”
สร้างความไว้วางใจ เพื่อยกระดับการเข้าถึงสวัสดิการด้านสุขภาพ
แม้ว่าการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจะมีให้เข้าถึงอย่างแพร่หลายมากขึ้น แต่รูปแบบการใช้บริการสะท้อนให้เห็นว่า การมีสวัสดิการหรือบริการเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าพนักงานจะกล้าเข้ารับการดูแล
ในภูมิภาคเอเชียยังมี ช่องว่างระหว่างความต้องการด้านสุขภาพจิตกับการใช้บริการสนับสนุนที่นายจ้างจัดให้ โดยปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากการขาดความตระหนักรู้หรือการขาดแคลนบริการ แต่เกิดจาก การขาดความไว้วางใจในด้านความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Trust)
รายงานสะท้อนประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 38% ของพนักงานในเอเชียเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต แต่มีเพียง 28% ที่เข้าถึงบริการผ่านสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้หรือประกันสุขภาพ
ในสถานที่ทำงานหลายแห่งในเอเชีย พนักงานมักประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองก่อนตัดสินใจขอความช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามว่า การรักษาจะยังคงเป็นความลับหรือไม่ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์หรือการถูกมองจากผู้อื่นหรือไม่ และอาจกระทบต่อโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพในอนาคตหรือไม่
ตราบใดที่ข้อกังวลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข สวัสดิการด้านสุขภาพก็มีแนวโน้มที่จะถูกใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าองค์กรจะลงทุนกับสวัสดิการมากเพียงใดก็ตาม
ความเป็นส่วนตัวและตราบาปทางสังคม (Stigma) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยข้อมูลของเราพบว่า 18% ของพนักงานรู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้บริการสุขภาพที่นายจ้างจัดให้เพื่อรับการรักษาด้านสุขภาพจิต เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ความเป็นส่วนตัว และการถูกตีตราในสถานที่ทำงาน
พนักงานมีแนวโน้มที่จะขอรับการสนับสนุนมากขึ้น เมื่อมั่นใจว่า ความเป็นส่วนตัวของตนจะได้รับการคุ้มครอง และการขอรับความช่วยเหลือจะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อความก้าวหน้าในอาชีพ
เปลี่ยนจากการดูแลแบบตั้งรับ สู่การป้องกัน
นายจ้างกำลังปรับเปลี่ยนแนวทางจากการ ตั้งรับเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ไปสู่การให้ความสำคัญกับ การป้องกันและการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มากขึ้น
ความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่สำคัญของคนทำงานในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่เป็น ภาระทางความคิดที่สะสมอย่างต่อเนื่อง (Chronic Cognitive Load) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการเร่งตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล การให้การสนับสนุนพนักงานตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงาน และช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตได้
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการให้บริการด้านสุขภาพ โดยข้อมูลจาก Howden's Asia Employee Health Infographic & Insights ระบุว่า 64% ของพนักงานไว้วางใจให้ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการดูแลสุขภาพของตนเอง ขณะที่ 38% เคยมีประสบการณ์กับการใช้ AI แล้ว ในด้านต่าง ๆ เช่น การวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา การแพทย์ทางไกล (Telehealth) หรือการบริหารจัดการ
ในขณะเดียวกัน กลยุทธ์ด้านสุขภาวะแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียง การลดความเครียดหรือการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแล้ว กำลังไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกต่อไป หลักฐานทางการแพทย์ให้ความสำคัญมากขึ้นกับแนวคิดเรื่อง ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Resilience) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปรับตัว รักษาสมาธิและความสนใจ รับมือกับความไม่แน่นอน และฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังเผชิญกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
64%
ของพนักงานมีความเชื่อมั่นให้ AI ถูกนำมาใช้ในกระบวนการดูแลสุขภาพของตนเอง
38%
ของพนักงานเคยพบหรือมีประสบการณ์กับการใช้ AI แล้ว ในด้านต่าง ๆ เช่น การวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา การแพทย์ทางไกล (Telehealth) หรือการบริหารจัดการ

เปลี่ยน Insight ด้านสุขภาพ สู่กลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง
ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นและแรงกดดันด้านสุขภาพจิตกำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งที่นายจ้างจำเป็นต้องให้ความสำคัญในกลยุทธ์ด้านสุขภาพขององค์กร
องค์กรที่มุ่งเน้นเพียง การควบคุมต้นทุน อาจมองข้ามปัจจัยด้านบุคลากรที่เป็นต้นเหตุสำคัญของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ตั้งแต่แรก ขณะที่องค์กรที่ผสาน การป้องกัน การสร้างความไว้วางใจให้กับพนักงาน กลยุทธ์ด้านสุขภาพที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ และการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูล จะมีความพร้อมมากกว่าในการสร้างบุคลากรที่มีสุขภาพดีและมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าทายในระยะยาว

ดาวน์โหลด Asia Infographic & Insights 2026
อัปเดตเทรนด์และกลยุทธ์สวัสดิการล่าสุด เพื่อออกแบบ Employee Benefits ให้ตอบโจทย์ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและความท้าทายด้านการเข้าถึงบริการ